กฏหมายใหม่ได้ถูกปรับแก้ให้ “ไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินมีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม” ดังนั้นเราจึงไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่อีกต่อไป เพราะไม้หวงห้ามและไม้หายาก 171 ชนิด ถูกปลดล็อก ให้ปลูกและตัดขายได้อย่างเสรี ในที่ดินของเรา

สำหรับใครที่มีที่ดิน ต้องการจะทำสวนป่า ปลูกต้นไม้ไว้สำหรับตัดขาย ก็สามารถทำได้แล้ว แล้วเราควรจะปลูกต้นไม้อะไรให้สามารถสร้างรายได้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด วันนี้เราจะพาไปดูวิธีการปลูกต้นไม้ให้มีค่า 3 ปีมีกิน 15 ปี เรียกได้ว่าล่ำซำกันเลยทีเดียว

คำถามก็คือ เราควรจะปลูกต้นอะไร ให้คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป และได้ราคาดี ?? หากมองเป็นเรื่องราคา สำหรับไม้ชนิดที่ราคาแพงที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่

– พะยูง

– ชิงชัน

– ประดู่ป่า

– สักทอง

– ตะเคียนทอง

ซึ่งราคาก็จะขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้ต้นนั้น ยิ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางมาก ก็จะยิ่งได้ราคาดี หากเป็นไม้พะยูงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม.ขึ้นไป ความยาว 2 เมตร จะได้ราคาสูงสุดอยู่ที่ท่อนละ 1 ล้านบาท รองลงมาจะเป็นไม้ประดู่ป่าและไม้ชิงชัน จะอยู่ที่ประมาณท่อนละ 800,000 บาท ส่วนราคาไม้สักทองกับตะเคียนทอง อยู่ที่ท่อนละ 500,000 บาท แต่หากส่งออกจีนจะได้ ราคาสูงถึง 3 เท่า

เพราะประเทศจีนมีความเชื่ อ ในเรื่องไม้มงคล ทางการจีนได้มีการบูรณะซ่อมพระราชวังของจักรพรรดิเมื่อ 10 ปีก่อน และเมื่อรื้องานไม้ออกมา พบว่า ชิ้นส่วนหลายชิ้น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ต่างๆของฮ่องเต้ ทำมาจากไม้พะยูง แต่ถึงจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว ก็ยังคงอยู่ในสภาพดีอยู่ จึงทำให้มีความต้องการในตลาดสูง ที่ต้องการไม้พะยูงมาทำเฟอร์นิเจอร์ ก็เลยทำให้ไม้พะยูงมีราคาที่สูงไปด้วยนั่นเอง

รวมถึงไม้ 3 ชนิดแรก พะยูง ชิงชัน ประดู่ป่า มีเนื้ อไม้เป็นสีแดง ซึ่งเป็นค่านิยมของคนจีนอยู่แล้วกับสีแดง เพราะถือว่าใครที่มีเฟอร์นิเจอร์ไม้สีแดงสะสมไว้จะถือว่าเป็นคนมั่งคั่งร่ำรวย

แต่การจะปลูกไม้ชนิดเหล่านี้ที่ขายได้ราคาดี ข้อเสียก็คือ ต้องใช้เวลานานในการปลูกกว่าจะตัดขายได้ในราคาที่สูง อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 10 ปี ดังนั้นหากใครที่อยากจะทำสวนป่าตัดขาย ก็ควรจะทำในรูปแบบของสวนป่าแบบผสมผสาน

วิธีทำสวนป่าแบบผสมผสาน
อธิบดีกรมป่าไม้ ได้แนะนำว่า ให้ทำสวนป่าแบบผสมผสาน โดยการปลูกไม้หลายชนิด ซึ่งให้เป็นไม้ที่มีอายุในการตัดขายได้หลายระยะเวลา เพื่อให้เกษตรกรนั้นมีรายได้เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้รอตัดแต่ต้นไม้ที่ต้องใช้เวลาปลูก 10 ปีเท่านั้น

โดยให้ปลูกต้นไม้โตเร็ว มีอายุตัดได้ใน 3 ปี เช่น ไผ่ ยูคาลิปตัส ซึ่งจะช่วยให้มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 28,000 บาทต่อปี นำไปปลูกที่รอบวงนอกของเขตพื้นที่แปลง จะช่วยให้ตัดได้สะดวกและยังช่วยในเรื่องป้องกันลมให้ไม้ชนิดอื่นที่โตช้าได้อีกด้วย

วงรอบถัดมา ให้ปลูกไม้ที่มีรอบตัดน้อยกว่า 10 ปี เช่น ยางพารา กระถินเทพา กระถินเทพณรงค์ โดยจะช่วยให้มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 66,000 บาทต่อปี ปลูกได้ประมาณ 267 ต้นต่อไร่

และพื้นที่ระหว่างต้นไม้โตเร็วอายุตัดน้อยกว่า 10 ปี ก็ให้ปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีราคาสูง อย่างเช่น พะยูง สักทอง ประดู่ป่า ยางนา มะค่าโมง ตะเคียนทอง อินจัน นำลงไปแซม100 ต้นต่อไร่ ใช้เวลาปลูก 15 ปี ก็จะตัดขายได้ ต้นละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาทเลยทีเดียว

พื้นที่เล็กๆน้อยๆ เราก็ยังสามารถปลูกพืชผักสวนครัวแซมๆไปได้ มีผักไว้กินเองไม่ต้องไปซื้อ เหลือจากการก็ยังสามารถนำออกมาขายสร้างรายได้เสริมอีกทางได้อีกด้วย

แต่สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากจะเลือกปลูกต้นไม้ที่มีราคาสูง อย่างเช่น พะยูง สักทอง ที่ขายได้ราคาดี รวมถึงการปลูกไม้ตัดที่มีอายุสั้น 3 ปี เราต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในที่ดินของเรา ที่เหมาะสมกับพันธุ์ไม้ที่จะปลูกด้วย เพราะไม้แต่ละชนิดจะเจริญเติบโตได้ดี ในสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ดิน ที่ไม่เหมือนกัน

ภาคอีสาน จะเหมาะกับการปลูกไม้ เช่น พะยูง พะยอม กระถินเทพณรงค์ เพราะอย่างไม้พะยูง จะชอบพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วม ก็จะเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของภาคอีสาน

ภาคเหนือ จะเหมาะกับการปลูกไม้ เช่น สักทอง ชิงชัน อย่างไม้ชิงชัน เป็นไม้กลางแจ้งที่สามารถขึ้นได้ดีในดินทุกประเภทและต้องการน้ำเพียงปานกลาง สามารถแพร่กระจายพันธุ์ตามป่าดิบแล้งตลอดจนถึงป่าเบญจพรรณทั่วไป ก็จะเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของภาคเหนือ

สำหรับ ประดู่ป่า ตะเคียนทอง สามารถปลูกได้ดีทุกภาคทั่วประเทศ ดังนั้นการจะทำสวนป่า เพื่อตัดขาย เราควรสำรวจพื้นที่ที่เราจะใช้ปลูก ว่าเหมาะกับพันธุ์ไม้ชนิดใด ที่จะเติบโตได้ดีและมีคุณภาพที่สุด เพราะหากเลือกปลูกไม้พันธุ์ที่มีราคาแพง หรือตามกระแส แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่ ก็จะไม่ได้คุณภาพ และขายไม่ได้ราคา ยิ่งแห่ไปปลูกตามๆกันก็จะยิ่งทำให้ราคาตกลงไปอีก เหมือนที่มีมาให้เห็นแล้ว

ขอขอบคุณที่มา ไชยรัตน์ ส้มฉุน