แปลงนาบัวหลวงตัดดอกเพื่อการค้า ดอกบัวหลวงสีชมพูและขาวตูมสมบูรณ์ชูช่อเหนือใบบัวเขียวชอุ่มในแปลงน้ำราบเรียบภาคกลาง ภาพประกอบจำลองด้วย AI ไม่ใช่ภาพยืนยันรายได้จริง
ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่หลักฐานผลผลิตหรือรายได้จริง

บัวหลวงตัดดอก (Nelumbo nucifera Gaertn.) เป็นหนึ่งในไม้ดอกเชิงวัฒนธรรมและพืชเศรษฐกิจที่มีความต้องการของตลาดสม่ำเสมอตลอดทั้งปี โดยเฉพาะพันธุ์บัวหลวงดอกซ้อนยอดนิยมอย่าง พันธุ์สัตตบงกช (ดอกสีชมพูซ้อน) และ พันธุ์สัตตบุษย์ (ดอกสีขาวซ้อน) ซึ่งถูกใช้เป็นหลักในพิธีกรรมทางศาสนา การบูชาพระ งานมงคล และการร้อยมาลัย การทำนาบัวตัดดอกในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี นนทบุรี และนครปฐม ตลอดจนพื้นที่ลุ่มน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักได้รับการพิจารณาให้เป็นพืชทางเลือกเพื่อปรับเปลี่ยนจากนาข้าว หรือใช้เป็นพืชสร้างรายได้เสริมที่มีรอบการเก็บเกี่ยวต่อเนื่องทุกสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การประเมินความคุ้มค่าก่อนลงมือขุดยกร่องหรือกั้นคันล้อมแปลงนาบัว จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะสัดส่วนของ “ต้นทุนแรงงานในการเก็บเกี่ยว” และ “ต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เป็นเงินสด” บทความนี้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเกษตรเรื่อง “ต้นทุนและผลตอบแทนของการทำนาบัวตัดดอกในประเทศไทย” โดย รศ.ดร.หยาดรุ้ง มะวงศ์ไว, พัชรี สุริยะ และ ผศ.ดร.เยาวรัตน์ ศรีวรานันท์ ตีพิมพ์ใน วารสารแก่นเกษตร (Khon Kaen Agriculture Journal, 2563) ซึ่งทำการสำรวจเกษตรกรผู้ทำนาบัวตัดดอก 74 ครัวเรือนใน 13 จังหวัด ผนวกกับข้อมูลส่งเสริมวิชาการจาก กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อแจกแจงตัวเลขให้เห็นชัดเจนในพื้นที่มาตรฐาน 1 ไร่

สรุปตัวเลขเศรษฐศาสตร์สำคัญ: การทำนาบัวตัดดอก 1 ไร่ (ฟาร์มขนาดเล็ก)

จากการศึกษาเปรียบเทียบเชิงประจักษ์ เกษตรกรผู้ทำนาบัวขนาดเล็ก (พื้นที่ต่ำกว่า 10 ไร่ คิดเฉลี่ยต่อ 1 ไร่) ที่ใช้แรงงานครอบครัวเป็นหลัก มีผลการดำเนินงานและผลตอบแทนทางการเงินที่ตรวจสอบได้ดังนี้:

รายการตัวชี้วัด มูลค่า / จำนวน (ต่อไร่ต่อปี) หน่วยและคำอธิบาย
1. ปริมาณผลผลิตดอกบัวที่ตัดขายได้ 21,800.82 ดอก/ไร่/ปี (เก็บเกี่ยวสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง รวม 100–120 ครั้ง/ปี)
2. ราคาจำหน่ายเฉลี่ยหน้าแปลง 1.40 บาท/ดอก (ราคากลางถ่วงน้ำหนักตลอดปี)
3. รายได้รวมจากการจำหน่ายดอกบัว (Gross Income) 30,521.15 บาท/ไร่/ปี (21,800.82 ดอก × 1.40 บาท)
4. ต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Total Cost) 24,720.25 บาท/ไร่/ปี (รวมต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ ทั้งเงินสดและไม่เป็นเงินสด)
– ต้นทุนที่เป็นเงินสดจ่ายจริง (Cash Cost) 4,129.40 บาท/ไร่/ปี (ค่าปุ๋ย ฮอร์โมน สารป้องกันแมลง ค่าน้ำมันสูบน้ำ)
– ต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด (Non-Cash Cost) 20,590.85 บาท/ไร่/ปี (ค่าแรงงานตนเองในครัวเรือน 16,669.72 บ. + ค่าเสื่อม/ค่าเสียโอกาส 3,921.12 บ.)
5. ส่วนต่างเงินสดสุทธิ (Income over Cash Costs) 26,381.16 บาท/ไร่/ปี (เงินสดที่เข้าสู่ครอบครัวเกษตรกรหลังหักค่าใช้จ่ายเงินสด)
6. กำไรสุทธิทางเศรษฐศาสตร์ (Net Economic Profit) 5,800.90 บาท/ไร่/ปี (หักค่าแรงครัวเรือนและค่าเสื่อมครบถ้วน เฉลี่ย 0.45 บาท/ดอก)
7. ปริมาณผลผลิต ณ จุดคุ้มทุน (Break-Even Yield) 8,792.78 ดอก/ไร่/ปี (คิดเป็นร้อยละ 40.33 ของผลผลิตที่ทำได้จริง)
8. ราคาขาย ณ จุดคุ้มทุน (Break-Even Price) 1.13 บาท/ดอก (ราคาขายขั้นต่ำที่ครอบคลุมต้นทุนรวมทั้งหมดต่อไร่)

สมมติฐานการผลิตและสภาพแวดล้อมแปลงทดสอบ 1 ไร่

การวิเคราะห์ตามโมเดลนี้ อ้างอิงเกษตรกรที่มีที่ดินนาเดิมและปรับเปลี่ยนมาทำนาบัวตัดดอกเพื่อการค้า โดยมีข้อกำหนดทางเทคนิคดังนี้:

  • สภาพพื้นที่: แปลงดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทรายก้นหนองน้ำราบเรียบ สามารถกักเก็บน้ำได้ ความลึกของน้ำในแปลงช่วงเจริญเติบโตอยู่ที่ประมาณ 30–80 เซนติเมตร
  • พันธุ์บัว: บัวหลวงสายพันธุ์สัตตบงกช (บัวฉัตรชมพู) หรือสัตตบุษย์ (บัวฉัตรขาว) ซึ่งเป็นที่ต้องการของแผงพระและตลาดไม้ตัดดอก
  • ระยะปลูก: ระยะห่าง 2 × 2 เมตร หรือประมาณ 400 หลุมต่อไร่ ปลูกโดยใช้ ไหลบัว (ท่อนพันธุ์สมบูรณ์ มีข้อตา 2–3 ข้อ) หมกดินเลนตื้นๆ 400 ไหลต่อไร่
  • รอบการให้ผลผลิต: เริ่มปลูกเดือนมกราคม หลังปักดำประมาณ 60–75 วัน (เข้าสู่เดือนมีนาคม) บัวจะเริ่มแทงตาดอกตูมพร้อมตัดเกี่ยว และสามารถเก็บเกี่ยวต่อเนื่องทุกสัปดาห์ไปจนถึงสิ้นปี (และเก็บเกี่ยวต่อไปได้อีก 2–3 ปี ก่อนทำการไถกลบทำลายเหง้าแก่เพื่อปลูกใหม่)
  • รูปแบบแรงงาน: ฟาร์มขนาดเล็กใช้แรงงานในครัวเรือน 1–3 คน เป็นกำลังหลักในการเดินลุยน้ำ/พายเรือตัดดอกบัวในยามเช้าตรู่ และตัดแต่งใบแก่

ตารางแจกแจงโครงสร้างต้นทุนการผลิตนาบัว 1 ไร่ (Crop Year)

งานวิจัยได้จำแนกโครงสร้างต้นทุนการทำนาบัวตัดดอกออกเป็น ต้นทุนผันแปร (Variable Costs) ร้อยละ 84.14 และ ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ร้อยละ 15.86 ดังรายละเอียดต่อไปนี้:

หมวดต้นทุน รายการค่าใช้จ่าย มูลค่า (บาท/ไร่) สัดส่วน (%)
1. ต้นทุนผันแปร (Variable Costs) รวม 20,799.12 บาท/ไร่ (คิดเป็น 0.95 บาท/ดอก)
1.1 ปัจจัยการผลิตที่เป็นเงินสด – ค่าปุ๋ยเคมี (สูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 และสูตรเร่งดอก 12-12-24)
– ค่าฮอร์โมนพืชทางใบกระตุ้นการออกดอก
– ค่าสารชีวภัณฑ์และสารกำจัดศัตรูพืช (หนอนกระทู้, เพลี้ยไฟ)
– ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำเข้าแปลง
4,129.40 16.70%
1.2 ค่าแรงงานที่ไม่เป็นเงินสด – ค่าแรงงานในครัวเรือน (เตรียมแปลง ปักดำไหลบัว ตัดแต่งกอ/ใบ)
– ค่าแรงเก็บเกี่ยวดอกบัวสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง (เฉลี่ย 100–120 ครั้ง/ปี)
– ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนระยะสั้น
16,669.72 67.43%
2. ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) รวม 3,921.12 บาท/ไร่ (คิดเป็น 0.18 บาท/ดอก)
2.1 ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ เครื่องสูบน้ำ, ท่อส่งน้ำ, เรือพายเก็บดอกบัวขนาดเล็ก, ตะกร้า และมีดตัดดอก 1,150.00 4.65%
2.2 ค่าเสียโอกาสการใช้ที่ดิน ค่าประเมินค่าเช่าที่ดินหรือค่าเสียโอกาสจากการถือครองที่ดินตนเอง 2,771.12 11.21%
รวมต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Total Cost) 24,720.25 100.00%

ข้อสังเกตสำคัญด้านต้นทุน: นาบัวเป็นพืชที่ต้องการเงินสดจ่ายจริงในแต่ละปีค่อนข้างต่ำมาก (เพียง 4,129.40 บาทต่อไร่) สัดส่วนต้นทุนใหญ่ที่สุดร้อยละ 67.43 คือ “ค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยวและดูแลรักษา” หากเกษตรกรจ้างแรงงานภายนอกทั้งหมด ผลกำไรสุทธิจะถูกหักลบด้วยค่าจ้างแรงงาน แต่หากเกษตรกรใช้เวลาว่างและแรงงานในครอบครัว เงินจำนวนนี้จะกลายสภาพเป็น “รายได้ตอบแทนแรงงานครัวเรือน” ตลอดทั้งปี

เปรียบเทียบเชิงวิชาการ: ฟาร์มขนาดเล็ก (< 10 ไร่) เทียบกับ ฟาร์มขนาดกลาง (10–25 ไร่)

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างผู้ปลูกขนาดเล็กกับขนาดกลาง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนการลงทุน:

ประเด็นเปรียบเทียบ ฟาร์มขนาดเล็ก (< 10 ไร่) ฟาร์มขนาดกลาง (10–25 ไร่) ความแตกต่างทางสถิติและข้อสรุป
ต้นทุนการผลิตทั้งหมดเฉลี่ย 24,720.25 บาท/ไร่ 18,602.96 บาท/ไร่ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.01) ฟาร์มใหญ่ประหยัดต่อขนาด
ปริมาณผลผลิตดอกบัวต่อไร่ 21,800.82 ดอก/ไร่ 15,964.74 ดอก/ไร่ ฟาร์มขนาดเล็กให้ผลผลิตสูงกว่าถึง 1.36 เท่า เนื่องจากการดูแลทั่วถึง
ราคาขายเฉลี่ยหน้าฟาร์ม 1.40 บาท/ดอก 1.45 บาท/ดอก ใกล้เคียงกัน ไม่แตกต่างทางสถิติ
รายได้รวมจากการขาย (Gross Income) 30,521.15 บาท/ไร่ 23,147.42 บาท/ไร่ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.10) ฟาร์มเล็กสร้างรายได้ต่อไร่สูงกว่า
กำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit) 5,800.90 บาท/ไร่ 4,544.46 บาท/ไร่ ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (P = 0.557)
ส่วนต่างเงินสดสุทธิ (Income over Cash) 26,381.16 บาท/ไร่ 16,077.86 บาท/ไร่ ฟาร์มขนาดเล็กมีกระแสเงินสดเข้าครัวเรือนสูงกว่าถึง 1.64 เท่า

สาเหตุหลักที่ฟาร์มขนาดใหญ่มีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่า เกิดจากการที่แปลงบัวมีพื้นที่กว้างขวาง เมื่อเกิดการระบาดของ เพลี้ยไฟและหนอนชอนใบ ทำให้ดอกบัวมีลักษณะคอดำ ก้านหัก ดอกลาย ซึ่งพ่อค้าคนกลางจะคัดทิ้งทันที ฟาร์มขนาดใหญ่จึงสูญเสียผลผลิตมากกว่าเนื่องจากขาดแคลนแรงงานในการพ่นสารควบคุมและเก็บดอกได้ทันเวลา ขณะที่ฟาร์มขนาดเล็ก (1–3 ไร่) เกษตรกรสามารถตรวจสอบและดูแลแปลงได้อย่างทั่วถึงทุกกอ

การวิเคราะห์ 3 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ (Scenarios Analysis)

เนื่องจากราคาและผลผลิตดอกบัวมีความผันผวนอย่างมากตามฤดูกาล (ฤดูร้อนผลผลิตดก ราคาลดลง / ฤดูหนาวอากาศเย็นบัวพักตัว ดอกออกน้อย ราคาสูงขึ้นตามเทศกาล) จึงได้จำลองสถานการณ์ความคุ้มค่า 3 กรณี ดังนี้:

สถานการณ์ ปริมาณผลผลิต (ดอก/ไร่) ราคาเฉลี่ย (บาท/ดอก) รายได้รวม (บาท) เงินสดจ่ายจริง (บาท) ส่วนต่างเงินสด (บาท) กำไรสุทธิทางบัญชี (บาท)
1. กรณีต่ำ (Low Case)
เพลี้ยไฟระบาด ดอกคอดำตกเกรด หรือราคาตกต่ำช่วงผลผลิตล้น
16,000.00 1.00 16,000.00 4,129.40 +11,870.60 -8,720.25
2. กรณีฐาน (Base Case)
ค่าเฉลี่ยจริงตามงานวิจัย มข. (ฟาร์มขนาดเล็ก 49 ราย)
21,800.82 1.40 30,521.15 4,129.40 +26,381.16 +5,800.90
3. กรณีสูง (High Case)
คัดเกรดดอกสมบูรณ์ ส่งร้านดอกไม้/ปากคลองตลาดช่วงเทศกาล
22,000.00 1.85 40,700.00 4,500.00 +36,200.00 +15,600.00

วิเคราะห์กรณีขาดทุน: ในกรณีต่ำ แม้ตัวเลขกำไรสุทธิทางเศรษฐศาสตร์จะติดลบ 8,720.25 บาท แต่เกษตรกรยังคงมี “เงินสดส่วนเกินสุทธิเหลือ 11,870.60 บาท” ซึ่งแสดงว่าการทำนาบัวมีความยืดหยุ่นทางการเงินสูง ไม่ทำให้เกษตรกรล้มละลายหรือเป็นหนี้สินค่าปุ๋ยยา เนื่องจากเงินสดจ่ายจริงต่อไร่ต่ำมาก การติดลบเป็นเพียงการสะท้อนว่าค่าตอบแทนต่อชั่วโมงแรงงานของคนในครอบครัวต่ำกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วไปในช่วงที่ผลผลิตตกต่ำ

การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break-Even Analysis)

การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนช่วยให้ผู้ปลูกทราบว่า ต้องได้ผลผลิตขั้นต่ำเท่าใดและราคาขายเฉลี่ยต้องไม่ต่ำกว่าเท่าใดจึงจะไม่ขาดทุน:

1. ราคาขายคุ้มทุน (Break-Even Price: P_be)

คำนวณจากสูตร: ต้นทุนรวมทั้งหมดต่อไร่ ÷ ปริมาณผลผลิตต่อไร่

P_be = 24,720.25 บาท ÷ 21,800.82 ดอก = 1.134 บาท/ดอก (เฉลี่ย 1.13 บาท/ดอก)

หมายความว่า หากเกษตรกรจำหน่ายดอกบัวได้ราคาเฉลี่ยสูงกว่า 1.13 บาท/ดอก ฟาร์มจะเริ่มมีกำไรสุทธิทางเศรษฐศาสตร์ (และหากคิดเฉพาะต้นทุนเงินสด ราคาคุ้มทุนเงินสดจะอยู่ที่เพียง 4,129.40 ÷ 21,800.82 = 0.19 บาท/ดอก เท่านั้น)

2. ปริมาณผลผลิตคุ้มทุน (Break-Even Quantity: Q_be)

คำนวณจากสูตร: ต้นทุนคงที่ต่อไร่ ÷ กำไรส่วนเกินต่อดอก (ราคาขาย − ต้นทุนผันแปรต่อดอก)

โดยที่ต้นทุนผันแปรต่อดอก = 20,799.12 ÷ 21,800.82 = 0.954 บาท/ดอก
กำไรส่วนเกินต่อดอก = 1.40 − 0.954 = 0.446 บาท/ดอก

Q_be = 3,921.12 บาท ÷ 0.446 บาท/ดอก = 8,792.78 ดอก/ไร่/ปี

หมายความว่า ใน 1 ปี เกษตรกรต้องผลิตดอกบัวที่จำหน่ายได้ไม่น้อยกว่า 8,793 ดอกต่อไร่ (หรือเฉลี่ยเก็บรอบละประมาณ 75–85 ดอก) จึงจะครอบคลุมต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 40.33 ของกำลังการผลิตปกติของฟาร์มขนาดเล็ก

เงินลงทุนเริ่มต้นปีแรก ระยะคืนทุน และกระแสเงินสดสะสม

สำหรับการเริ่มต้นทำนาบัวตัดดอกในแปลงใหม่ปีแรก เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่ายลงทุนสินทรัพย์และเตรียมแปลง ดังนี้:

  1. ค่าเตรียมพื้นที่และปรับแปลง: ค่าจ้างรถไถดะ ไถแปร ตากดิน และทำคันล้อมกักเก็บน้ำ ประมาณ 2,000–2,500 บาท/ไร่
  2. ค่าพันธุ์ไหลบัว: ใช้ 400 ไหล/ไร่ ราคาไหลบัวตามท้องตลาดประมาณ 10–15 บาท/ไหล รวมเป็นเงิน 4,000–6,000 บาท (หากเก็บพันธุ์ต่อจากแปลงเดิม ต้นทุนส่วนนี้จะเป็นศูนย์)
  3. ปูนขาวและปุ๋ยคอกรองพื้น: ปูนขาวปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง 50–100 กก. และปุ๋ยคอกหมัก ประมาณ 1,000–1,500 บาท
  4. อุปกรณ์ประจำฟาร์ม: เครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก, สายส่งน้ำ, เรือพายไฟเบอร์กลาสหรือเรือเหล็กเก็บดอกบัว, มีดตัดดอก และตะกร้า ประมาณ 3,500–5,000 บาท

รวมเงินลงทุนเริ่มต้นปีแรก: ประมาณ 10,500–15,000 บาท/ไร่

ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period): หลังจากลงปลูกในเดือนมกราคม บัวจะใช้เวลาตั้งตัวและขยายกอประมาณ 60–75 วัน โดยเริ่มตัดดอกขายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม และจะเก็บเกี่ยวได้เต็มที่ในเดือนเมษายน–พฤษภาคม (ช่วงหน้าร้อนผลผลิตพุ่งสูง) จากรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 2,500–3,800 บาท เกษตรกรจะสามารถ “คืนทุนเงินสดที่ลงทุนไปทั้งหมดได้ภายในเดือนที่ 4–6 หลังปลูก” และในปีที่ 2–3 จะไม่มีค่าพันธุ์และค่าปรับแปลงใหญ่ ทำให้กระแสเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ช่องทางการจำหน่าย ปัญหาอุปสรรค และความเสี่ยงของตลาด

แม้ว่าการทำนาบัวตัดดอกจะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ แต่เกษตรกรต้องตระหนักถึงความเสี่ยงสำคัญดังนี้:

  • 1. โครงสร้างตลาดและการกระจายสินค้า: ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 60 จำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงหน้าแปลง, ร้อยละ 25 ส่งเข้าตลาดกลางค้าส่งดอกไม้ (เช่น ปากคลองตลาด ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง) และร้อยละ 15 จำหน่ายตรงให้กับร้านดอกไม้/แผงพระในท้องถิ่น การพึ่งพาพ่อค้าคนกลางรายเดียวอาจทำให้ถูกกดราคาช่วงผลผลิตล้นตลาด
  • 2. โรคและแมลงศัตรูพืช: ศัตรูตัวฉกาจของนาบัวคือ “เพลี้ยไฟ” ซึ่งทำให้ดอกบัวมีอาการคอดำ กลีบดอกไหม้เกรียม และ “หนอนกระทู้/หนอนเจาะสมอ” ที่กัดกินใบและก้านดอก รวมถึง “หอยเชอรี่” ที่คอยกัดกินยอดอ่อนและไหลบัวที่เพิ่งปลูกใหม่
  • 3. การจัดการน้ำและภัยแล้ง: แปลงบัวต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดทั้งปี หากระดับน้ำแห้งขอด บัวจะชะงักการเจริญเติบโตและหยุดออกดอก ในทางกลับกันหากเกิดน้ำท่วมมิดยอดใบนานเกิน 7–10 วัน ต้นบัวอาจเน่าเสียหายได้
  • 4. อายุการใช้งานหลังการตัดดอก (Post-Harvest): ดอกบัวมีอายุการบานสั้น เกษตรกรต้องตัดเกี่ยวในตอนเช้าตรู่ (05.00–08.00 น.) ขณะที่ดอกยังตูมแน่น และต้องรีบนำก้านบัวแช่น้ำสะอาดในที่ร่มทันทีเพื่อป้องกันก้านเหี่ยวเฉาและกลีบช้ำก่อนส่งถึงมือผู้ซื้อ

รายการตรวจสอบ (Checklist) ก่อนตัดสินใจลงทุนทำนาบัว 1 ไร่

  1. ตรวจสอบแหล่งน้ำ: มีแหล่งน้ำจืดที่สะอาดและเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง (ไม่เป็นน้ำกร่อยหรือน้ำเค็ม)
  2. สำรวจตลาดรับซื้อในรัศมี 30–50 กม.: เจรจากับพ่อค้าคนกลาง แผงขายดอกไม้ หรือวัดในพื้นที่ก่อน เพื่อทราบความต้องการสายพันธุ์ (ฉัตรชมพู หรือ ฉัตรขาว) และรอบวันรับซื้อที่แน่นอน
  3. ประเมินแรงงานในครอบครัว: ต้องมีคนสามารถลงเก็บเกี่ยวดอกบัวได้สัปดาห์ละ 2–3 วัน ในช่วงเช้าตรู่ และตัดแต่งใบบัวสม่ำเสมอ
  4. เตรียมแผนควบคุมเพลี้ยไฟและหนอน: ศึกษาการใช้สารชีวภัณฑ์ น้ำหมักสมุนไพร หรือสารป้องกันกำจัดแมลงที่ปลอดภัยและถูกต้องตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร

เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูล:

  1. หยาดรุ้ง มะวงศ์ไว, พัชรี สุริยะ, และ เยาวรัตน์ ศรีวรานันท์. (2563). ต้นทุนและผลตอบแทนของการทำนาบัวตัดดอกในประเทศไทย (Cost and return of lotus cut flower farming in Thailand). วารสารแก่นเกษตร (Khon Kaen Agriculture Journal), ปีที่ 48 ฉบับที่ 4, หน้า 869–878. DOI: 10.14456/kaj.2020.79 | สืบค้นจาก: https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251894
  2. กรมส่งเสริมการเกษตร. (2560). สถานการณ์การปลูกบัวหลวง ปี 2560 และคู่มือการผลิตบัวหลวงเชิงพาณิชย์. ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้นจาก: http://www.agriinfo.doae.go.th
  3. ฤดี ธีระวนิชม, พิมพรรณ สุจารินพงค์, พรพรหม พรหมเพศ, และ จำเนียร บุญมา. (2550). ศักยภาพ การผลิตต้นทุน และตลาดของผลิตภัณฑ์บัวหลวง. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 45, วันที่ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2550. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, หน้า 561–566.