Four Farm
คลิปเกษตร

คลิปเกษตรวิเคราะห์: ปลูกมะเขือเทศ 1 ไร่ (ส่งโรงงาน vs ตลาดสด) เจาะลึกเงินลงทุนทำค้าง ค่าปุ๋ย-ยา ผลผลิตจริงต่อรอบ และกำไรเฉลี่ยต่อปีจากข้อมูลทางการ

ภาพถ่ายแปลงปลูกมะเขือเทศ 1 ไร่ บนแปลงยกร่องคลุมพลาสติก ติดตั้งระบบน้ำหยดและเสาค้างไม้รวกพยุงทรงพุ่ม ออกผลมะเขือเทศสุกสีแดงและเขียวดกสมบูรณ์ ท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติ

ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่หลักฐานผลผลิตหรือรายได้จริง

ภาพถ่ายแปลงปลูกมะเขือเทศ 1 ไร่ บนแปลงยกร่องคลุมพลาสติก ติดตั้งระบบน้ำหยดและเสาค้างไม้รวกพยุงทรงพุ่ม ออกผลมะเขือเทศสุกสีแดงและเขียวดกสมบูรณ์ ท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติ
ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่หลักฐานผลผลิตหรือรายได้จริง

มะเขือเทศ (Tomato – Lycopersicon esculentum Mill.) ถือเป็นพืชผักเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคผลสดสำหรับประกอบอาหาร/รับประทานเล่น และกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นน้ำมะเขือเทศ ซอสมะเขือเทศ และมะเขือเทศเข้มข้น อย่างไรก็ตาม ในมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร มะเขือเทศเป็นพืชที่ต้องการการดูแลประณีต มีต้นทุนต่อไร่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับพืชผักล้มลุกทั่วไป และมีความเสี่ยงด้านโรคระบาดจากเชื้อราและแบคทีเรียสูงมาก บทความนี้จึงนำเสนอการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน รายได้ ผลตอบแทน และจุดคุ้มทุนที่แท้จริง โดยอ้างอิงจากคลิปวิดีโอแนะนำเทคนิคการปลูกของกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับข้อมูลสำรวจต้นทุนและสถิติผลผลิตจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุนจริง

1. อ้างอิงคลิปทางการ: เทคนิคการปลูกและดูแลมะเขือเทศ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับแนวทางการปฏิบัติและเทคนิคการจัดการแปลงปลูกมะเขือเทศอย่างถูกวิธี อ้างอิงจากคลิปวิดีโอเผยแพร่องค์ความรู้ทางการเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ ดังนี้:

สรุปสาระสำคัญเชิงเทคนิคที่มีผลโดยตรงต่อต้นทุนและผลผลิตจากคลิป:

  1. การเพาะกล้าและการคัดเลือกพันธุ์: แนะนำให้เพาะเมล็ดพันธุ์ในถาดหลุมเพาะกล้าเป็นเวลา 25–30 วัน เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรงสม่ำเสมอก่อนย้ายปลูกลงแปลง ช่วยลดอัตราการตายและลดการสิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์ลูกผสมราคาแพง
  2. การเตรียมแปลงและการใช้พลาสติกคลุมแปลง: การยกร่องแปลงปลูกกว้างประมาณ 1.0–1.2 เมตร สูง 20–30 ซม. พร้อมคลุมด้วยพลาสติกคลุมแปลงสีดำ-เงิน เพื่อรักษาความชื้นในดิน ป้องกันวัชพืช และลดการชะล้างปุ๋ย
  3. การทำค้างพยุงต้น (Trellising): จุดสำคัญที่สุดของการปลูกมะเขือเทศรับประทานสดคือ การปักค้างไม้รวก/ไม้ไผ่และขึงเชือกพยุงกิ่ง เพื่อไม่ให้ต้นและผลมะเขือเทศสัมผัสผิวดินที่เปียกชื้น ซึ่งช่วยลดการเกิดโรคผลเน่าและโรคเชื้อราได้อย่างมีนัยสำคัญ
  4. การตัดแต่งกิ่งแขนงและการไว้ผล: การปลิดแขนงข้างที่อยู่ใต้ช่อดอกแรกออก ให้เหลือลำต้นหลักเพียง 1–2 ลำต้น ช่วยให้ต้นโปร่ง แสงแดดส่องถึง ลดการสะสมของโรค และช่วยให้ผลมะเขือเทศมีขนาดใหญ่ได้น้ำหนักเกรดพรีเมียม
  5. การจัดการน้ำและการป้องกันโรคแมลง: ติดตั้งระบบน้ำหยดเพื่อจ่ายน้ำและปุ๋ยตรงถึงโคนต้น หลีกเลี่ยงการรดน้ำโดนใบซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคราน้ำค้างและโรคใบไหม้ พร้อมเฝ้าระวังแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นพาหะนำโรคไวรัสใบหงิกเหลือง

2. สรุปภาพรวมตัวเลขเศรษฐศาสตร์การปลูกมะเขือเทศ 1 ไร่ (Executive Summary)

ตารางสรุปตัวเลขทางการเงินและสมมติฐานการคำนวณ สำหรับการปลูกมะเขือเทศพันธุ์บริโภคสด 1 ไร่ (ระบบทำค้าง + ให้น้ำหยด) ใน 1 รอบการเพาะปลูก (90–120 วัน):

รายการทางเศรษฐศาสตร์ มูลค่า (บาท) คำอธิบาย / ฐานข้อมูลอ้างอิง
เงินลงทุนสินทรัพย์เริ่มต้นปีแรก (CAPEX) 15,800 ระบบน้ำหยด, เสาค้างไม้รวก, ลวด/เชือก และพลาสติกคลุมแปลงปีแรก
ต้นทุนดำเนินงานเงินสดต่อรอบ (DOAE) 20,880 ข้อมูลสำรวจกรมส่งเสริมการเกษตร (ค่าเมล็ดพันธุ์, ปุ๋ย, ยา, แรงงาน, ซ่อมบำรุง)
ต้นทุนรวมคิดค่าเสื่อมและค่าเช่าที่ดิน 26,440 รวมค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าเสื่อมสินทรัพย์ (2,560 บ.) และค่าเช่าที่ดิน (1,500 บ.)
ผลผลิตเก็บเกี่ยวเฉลี่ยต่อไร่ 4,000 กก. ข้อมูลมาตรฐาน DOAE สำหรับแปลงทำค้างจัดการดี
ผลผลิตขายได้จริงหลังหักคัดเกรด/ตกเกรด (10%) 3,600 กก. หักผลแตก ลายจุด แมลงเจาะ 400 กก. เพื่อความสมจริงในการประเมิน
ราคาขายหน้าสวนกรณีฐาน (Base Price) 10.00 บาท/กก. ราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรได้รับตามเอกสารกลุ่มส่งเสริมพืชผักและเห็ด DOAE
รายได้รวมต่อรอบ (Gross Revenue) 36,000 คำนวณจากผลผลิตขายได้ 3,600 กก. × 10.00 บาท/กก.
กำไรเงินสดจากการดำเนินงานต่อรอบ 15,120 รายได้ 36,000 บ. หักต้นทุนเงินสด 20,880 บ. (หากไม่หักคัดทิ้งขายได้ 4,000 กก. จะได้กำไร 19,120 บ.)
กำไรสุทธิทางเศรษฐศาสตร์ต่อรอบ 9,560 รายได้ 36,000 บ. หักต้นทุนรวมทางเศรษฐศาสตร์ 26,440 บ.
ราคาขายคุ้มทุน (Break-even Price) 5.80 – 7.34 บาท/กก. 5.80 บ./กก. สำหรับต้นทุนเงินสด และ 7.34 บ./กก. สำหรับต้นทุนรวมครบทุกมิติ
ปริมาณผลผลิตคุ้มทุน (ที่ราคาฐาน 10 บ./กก.) 2,088 – 2,644 กก. ต้องเก็บผลผลิตให้ได้เกิน 52.2% – 66.1% ของเป้าหมาย 4,000 กก. จึงจะเริ่มมีกำไร

3. ข้อมูลพื้นฐานและสมมติฐานการคำนวณแปลง 1 ไร่

เพื่อให้ตัวเลขการคำนวณมีความชัดเจนและนำไปเทียบเคียงกับการปฏิบัติจริงได้ การศึกษานี้กำหนดสมมติฐานตามหลักวิชาการของกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้:

4. โครงสร้างเงินลงทุนสินทรัพย์เริ่มต้นปีแรก (CAPEX)

ก่อนเริ่มปลูกมะเขือเทศ เกษตรกรจำเป็นต้องลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและวัสดุค้างถาวร ซึ่งสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องหลายรอบการผลิต โดยมีรายละเอียดเงินลงทุนปีแรกดังตารางต่อไปนี้:

รายการสินทรัพย์ มูลค่า (บาท) อายุการใช้งาน (ปี) ค่าเสื่อมราคาต่อปี (บาท) หมายเหตุ
ระบบน้ำหยด (ท่อประธาน PE/PVC, เทปน้ำหยด 1 ไร่, กรองเกษตร, วาล์ว) 7,500 4 1,875 เทปน้ำหยดอาจเปลี่ยนทุก 2 ปี ท่อเมนใช้ได้ 5 ปีขึ้นไป
เสาค้างไม้รวก/ไม้ไผ่ (2,500 ลำ) พร้อมลวดเบอร์ 14 และเชือกขึงค้าง 6,500 2 3,250 ไม้รวกทนแดดฝนได้ประมาณ 2 ฤดูกาล ลวดใช้งานซ้ำได้
พลาสติกคลุมแปลงเจาะรู (Mulch Film) หนา 0.03 มม. 2 ม้วน 1,800 1 1,800 ใช้เฉพาะรอบปลูก (คิดเป็นต้นทุนวัสดุประจำปี)
รวมเงินลงทุนสินทรัพย์ปีแรก 15,800 – 5,125 คิดเป็นค่าเสื่อมต่องวดปลูก (รอบละ) 2,560 บาท

5. โครงสร้างต้นทุนการผลิตดำเนินงานต่อรอบ (OPEX 1 ไร่)

โครงสร้างต้นทุนดำเนินงานต่อรอบ จำแนกตามข้อมูลสำรวจจริงของสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร (อ้างอิงข้อมูลสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่) พร้อมเสริมมิติทางบัญชีต้นทุนครบถ้วน ดังนี้:

หมวดหมู่ต้นทุน มูลค่า (บาท/ไร่) สัดส่วน (%) รายละเอียดค่าใช้จ่าย
1. ค่าเมล็ดพันธุ์ลูกผสม F1 3,500 13.2% เมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง ต้านทานโรคไวรัสและโรคเหี่ยวเขียว (พร้อมถาดเพาะและวัสดุเพาะกล้า)
2. ค่าเตรียมดินและยกร่อง 1,500 5.7% ค่าจ้างรถไถดะ ไถแปร ตากดิน และรถไถเดินตามยกร่องแปลงปลูก
3. ค่าปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอก 10,000 37.8% ปุ๋ยคอกรองพื้นปรับโครงสร้างดิน 1 ตัน (3,000 บ.) + ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 13-13-21, แคลเซียม-โบรอน และปุ๋ยเกล็ดทางน้ำหยด (7,000 บ.)
4. ค่าป้องกันกำจัดศัตรูพืชและชีวภัณฑ์ 1,000 3.8% เชื้อราไตรโคเดอร์มารองก้นหลุม + บิวเวอร์เรีย-เมตาไรเซียม และสารป้องกันแมลงหวี่ขาว/เพลี้ยไฟ
5. ค่าดูแลรักษาและจัดการค้าง 2,080 7.9% ค่าแรงงานผูกเชือกพยุงยอด ปลิดกิ่งแขนง และตัดแต่งใบแก่โคนต้น
6. ค่าจ้างแรงงานปลูกและเก็บเกี่ยว 1,800 6.8% ค่าแรงย้ายปลูก และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิตตามรอบตัด
7. ค่าพลังงานและซ่อมบำรุง 1,000 3.8% ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง/ไฟฟ้าสูบน้ำเข้าระบบ และค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์
รวมต้นทุนเงินสดตามเอกสาร DOAE (A) 20,880 79.0% ต้นทุนเงินสดจ่ายจริงในแปลงสำรวจของกรมส่งเสริมการเกษตร
8. ค่าบรรจุภัณฑ์ (ตะกร้า/กล่อง/ถุงพลาสติก) 1,500 5.7% ถุงเจาะรูระบายอากาศ หรือมัดจำกล่องพลาสติกสำหรับส่งตลาด
9. ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ระบบน้ำและค้าง 2,560 9.7% ปันส่วนค่าเสื่อมระบบน้ำและเสาค้างต่อรอบการผลิต
10. ค่าเช่าที่ดินเพื่อการเกษตร (ถ้ามี) 1,500 5.7% สมมติฐานกรณีต้องเช่าที่ดิน (1,500 บาท/ไร่/รอบ)
รวมต้นทุนรวมคิดค่าเสื่อมและค่าเช่าที่ดิน (B) 26,440 100.0% ต้นทุนเต็มรูปแบบตามหลักเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินความคุ้มค่าแท้จริง

6. การวิเคราะห์ผลผลิตจริงและสถิติประเทศจาก สศก.

จากข้อมูลสถิติล่าสุดของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในระบบบัญชีข้อมูลแห่งชาติ (OAE Catalog) ภาพรวมการผลิตมะเขือเทศของประเทศไทยมีลักษณะดังนี้:

7. เปรียบเทียบผลตอบแทนและกำไร 3 ระดับราคา (Low / Base / High)

ราคาจำหน่ายมะเขือเทศมีความผันผวนสูงตามฤดูกาล โดยช่วงเดือนมกราคม–มีนาคมเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาหน้าสวนอาจปรับตัวลดลง ในขณะที่ช่วงต้นฤดู (พ.ย.-ธ.ค.) หรือปลายฤดูร้อนราคาจะปรับตัวสูงขึ้น จึงเปรียบเทียบผลตอบแทนภายใต้ 3 สมมติฐานราคา ดังนี้:

สถานการณ์จำลอง ราคาขาย (บาท/กก.) ผลผลิตขายได้ (กก.) ยอดขายรวม (บาท) กำไรเงินสด DOAE (บาท) กำไรสุทธิทางเศรษฐศาสตร์ (บาท)
กรณีราคาต่ำ (Low Scenario)
ช่วงผลผลิตล้นตลาด ก.พ.-มี.ค.
7.00 3,600 25,200 +4,320 -1,240 (ขาดทุน)
กรณีฐาน (Base Scenario – DOAE)
ราคาเฉลี่ยปกติที่เกษตรกรได้รับ
10.00 3,600 36,000 +15,120 +9,560
กรณีราคาสูง (High Scenario)
ช่วงต้นฤดู พ.ย.-ธ.ค. หรือรุ่นนอกฤดู
16.00 3,600 57,600 +36,720 +31,160
เปรียบเทียบข้อมูล DOAE ฉบับทางการ
ขายได้เต็ม 4,000 กก. ไม่หักตกเกรด
10.00 4,000 40,000 +19,120 +13,560

ข้อสังเกต: ในกรณีราคาต่ำ (7.00 บาท/กก.) แม้เกษตรกรจะยังมีเงินสดคงเหลือ 4,320 บาท แต่หากคิดค่าเสื่อมราคาของระบบน้ำ เสาค้าง และค่าเช่าที่ดินครบถ้วน จะส่งผลให้เกิดการขาดทุนสุทธิทางเศรษฐศาสตร์ 1,240 บาท สะท้อนให้เห็นว่าการปลูกมะเขือเทศมีความเสี่ยงสูงหากขายได้ราคาต่ำกว่า 7.34 บาทต่อกิโลกรัม

8. การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break-even Analysis)

การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนช่วยให้เกษตรกรทราบว่าต้องขายผลผลิตในราคาเท่าใด หรือต้องผลิตให้ได้ปริมาณเท่าใด จึงจะไม่ขาดทุน โดยใช้สูตรคำนวณมาตรฐานดังนี้:

สูตรที่ 1: ราคาขายคุ้มทุน (Break-even Price)

ราคาขายคุ้มทุน (บาท/กก.) = ต้นทุนรวมต่อไร่ (บาท) ÷ ปริมาณผลผลิตขายได้จริง (กก.)

สูตรที่ 2: ปริมาณผลผลิตคุ้มทุน (Break-even Yield)

ปริมาณผลผลิตคุ้มทุน (กก.) = ต้นทุนรวมต่อไร่ (บาท) ÷ ราคาขายที่เกษตรกรได้รับ (บาท/กก.)
มิติการคิดต้นทุน ต้นทุนรวมต่อรอบ (บาท) ราคาขายคุ้มทุน (บาท/กก.)
(ที่ผลผลิต 3,600 กก.)
ผลผลิตคุ้มทุน (กก.)
(ที่ราคาฐาน 10 บาท/กก.)
สัดส่วนเทียบเป้าหมาย (%)
(เป้าหมาย 4,000 กก.)
1. ด้านต้นทุนเงินสด (DOAE Cash Cost) 20,880 5.80 2,088 52.2%
2. ด้านต้นทุนรวมครบทุกมิติ (Economic Total Cost) 26,440 7.34 2,644 66.1%

9. เปรียบเทียบสองโมเดลตลาด: มะเขือเทศส่งโรงงาน vs มะเขือเทศตลาดสด

เกษตรกรที่สนใจปลูกมะเขือเทศควรทำความเข้าใจความแตกต่างของสองโมเดลตลาดหลักในประเทศไทย เพื่อเลือกรูปแบบที่สอดคล้องกับเงินทุนและแรงงานในครัวเรือน:

ประเด็นเปรียบเทียบ มะเขือเทศส่งโรงงานอุตสาหกรรม (Processing) มะเขือเทศบริโภคสดตลาดสด (Fresh Market)
ลักษณะการปลูก มักปลูกแบบเลื้อยดิน หรือทำค้างเตี้ย ไม่เน้นตัดแต่งกิ่งแขนง ต้องทำค้างไม้รวกสูง 1.5–1.8 ม. ปลูกขึ้นค้าง ตัดแต่งกิ่งแขนงสม่ำเสมอ
ต้นทุนเงินลงทุนและแรงงาน ต่ำกว่า ไม่มีค่าไม้ค้างสูง ค่าแรงดูแลรักษาน้อยกว่า สูงกว่า มีค่าไม้ค้าง เชือก และแรงงานผูกยอด-ตัดแต่งกิ่งต่อเนื่อง
ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 4,000 – 6,000 กก./ไร่ (สถิติ สศก. 67 เฉลี่ย 4,114 กก./ไร่) 2,500 – 4,000 กก./ไร่ (สถิติ สศก. 67 เฉลี่ย 2,654 กก./ไร่)
โครงสร้างราคาและการตลาด มีสัญญารับซื้อแน่นอน (Contract Farming) ราคารับซื้อประกันประมาณ 4.00 – 6.00 บาท/กก. ความเสี่ยงราคาต่ำ ขายผ่านตลาดค้าส่ง (เช่น ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท) หรือพ่อค้าคนกลาง ราคาผันผวนสูง (7.00 – 25.00+ บาท/กก.)
ความเหมาะสม เหมาะสำหรับเกษตรกรแปลงใหญ่ที่มีแรงงานจำกัดและต้องการประกันตลาดแน่นอน เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อย 1–3 ไร่ ที่มีแรงงานในครัวเรือนดูแลประณีตเพื่อสร้างกำไรต่อไร่สูงสุด

10. วงจรการผลิตและการวางแผนกระแสเงินสดประจำปี (1 รอบ vs 2 รอบ)

การบริหารเงินสดในการทำสวนมะเขือเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกษตรกรต้องจ่ายเงินสดก้อนใหญ่ในช่วง 30 วันแรกสำหรับการเตรียมแปลง ระบบน้ำ เมล็ดพันธุ์ และปุ๋ย โดยจะไม่มีรายได้เข้ามาจนกระทั่งเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในสัปดาห์ที่ 8–9 เป็นต้นไป:

11. ปัจจัยเสี่ยงทางการเกษตรและรายการตรวจสอบก่อนลงทุน (Checklist)

จากข้อมูลในเอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรและสภาพการปลูกจริง ปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่เกษตรกรต้องเฝ้าระวัง ได้แก่:

  1. โรคเหี่ยวเขียว (Bacterial Wilt – Ralstonia solanacearum): เป็นโรคร้ายแรงอันดับหนึ่งของพืชตระกูลมะเขือ เชื้อแบคทีเรียจะสะสมอยู่ในดินได้นานหลายปี เมื่อเป็นแล้วต้นจะเหี่ยวเฉาตายอย่างรวดเร็วโดยที่ใบยังเขียวสด และไม่มีสารเคมีรักษาได้ผล การป้องกันทำได้โดยการใช้ต้นตอต้านทาน การตรวจแปลง การใส่ปูนขาวปรับค่า pH ดิน และการปลูกพืชหมุนเวียน
  2. โรคใบไหม้และโรคผลเน่า (Late Blight / Fruit Rot): มักระบาดรุนแรงในช่วงที่มีหมอกหนา ความชื้นสูง หรือมีฝนหลงฤดู จำเป็นต้องทำค้างให้โปร่งและใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมอย่างสม่ำเสมอ
  3. แมลงหวี่ขาว (Whitefly) และเพลี้ยไฟ: เป็นพาหะนำโรคมะเขือเทศใบหงิกเหลือง (Tomato Yellow Leaf Curl Virus – TYLCV) ทำให้ยอดหงิกงอ แคระแกร็น และไม่ติดผล
  4. ความผันผวนของราคาตลาดสด: ผลผลิตมะเขือเทศออกสู่ตลาดเป็นฤดูกาล หากช่วงเก็บเกี่ยวตรงกับจังหวะผลผลิตล้นตลาด เกษตรกรอาจต้องขายในราคาต่ำกว่า 7 บาท/กก.

Checklist 5 ข้อที่ต้องตรวจสอบก่อนลงมือปลูก:

12. แหล่งข้อมูลอ้างอิงทางการ (Official References)

Related posts

สวนเกษตร 1 ไร่ เปลี่ยนชีวิต

Kaset Pro
4 years ago

ปลูกมะนาวเสียบยอดตอส้มโอ 1 ไร่: เจาะลึกคลิปวิจัยกรมส่งเสริมการเกษตร เงินลงทุนระบบน้ำ ต้นทุนดำเนินงาน ผลผลิตต่อต้น และกำไรจริงตามข้อมูลเศรษฐศาสตร์เกษตร

admin
2 weeks ago

Kaset Pro
4 years ago
Exit mobile version