Four Farm
พืชไร่

ปลูกถั่วลิสง 3 ไร่ (ฤดูฝนเทียบฤดูแล้งหลังนา): เจาะลึกต้นทุนค่าแรงปลิดฝัก ค่าเตรียมดิน ผลผลิตฝักสด จุดคุ้มทุน และกำไรจริงต่อปีจากงานวิจัย สศก.

แปลงปลูกถั่วลิสงและผลผลิตถั่วลิสงฝักสดติดรากหลังการถอนเก็บเกี่ยวในแปลงเกษตร สะท้อนโครงสร้างการผลิตพืชไร่เศรษฐกิจของไทย

ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่หลักฐานผลผลิตหรือรายได้จริง

แปลงปลูกถั่วลิสงและผลผลิตถั่วลิสงฝักสดติดรากหลังการถอนเก็บเกี่ยวในแปลงเกษตร สะท้อนโครงสร้างการผลิตพืชไร่เศรษฐกิจของไทย
ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่หลักฐานผลผลิตหรือรายได้จริง

ถั่วลิสง (Peanut) ถือเป็นพืชไร่ตระกูลถั่วที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในระบบเกษตรกรรมไทย ทั้งในแง่ของพืชบำรุงดินที่ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศผ่านปมรากที่มีเชื้อไรโซเบียม และในแง่ของพืชทางเลือกใช้น้ำน้อยสำหรับเพาะปลูกในฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ทว่าในมิติทางเศรษฐศาสตร์เกษตร ถั่วลิสงกลับมีโครงสร้างต้นทุนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะ “ต้นทุนค่าแรงงานคน” ในขั้นตอนการถอนต้นและปลิดฝักสด ซึ่งกินสัดส่วนสูงเกินกว่าร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องประเมินศักยภาพแรงงานและความคุ้มค่าทางการเงินอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน

เพื่อตอบคำถามเกษตรกรและผู้สนใจว่า “ปลูกถั่วลิสง 3 ไร่ ต้องเตรียมเงินลงทุนเท่าไร มีต้นทุนต่อรอบเท่าไร และเหลือกำไรแท้จริงปีละเท่าไร?” บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสถิติเชิงประจักษ์จาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในการศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจต่อการตัดสินใจปลูกถั่วลิสง (ข่าวที่ 54/2568) ซึ่งสำรวจเกษตรกรจริง 411 รายใน 8 จังหวัดแหล่งปลูกสำคัญ พร้อมด้วยข้อมูลสถิติระดับประเทศจาก สารสนเทศเศรษฐกิจการเกษตรรายสินค้า ปี 2567 (สศก. เอกสารสถิติเลขที่ 401) และคู่มือวิชาการจาก กรมส่งเสริมการเกษตร (DOAE) นำมาจำลองโมเดลแปลงขนาด 3 ไร่ ที่สามารถหมุนเวียนปลูกได้ 2 รอบต่อปี (รอบฝนและรอบแล้ง) อย่างเป็นรูปธรรม

สรุปตัวเลขสำคัญทางการเงิน (แปลงทดสอบ 3 ไร่ หมุนเวียน 2 รอบ/ปี)

1. สมมติฐานและบริบทของโมเดลการผลิต 3 ไร่

การเลือกขนาดพื้นที่ 3 ไร่ ถือเป็นขนาดแปลงที่สอดคล้องกับโครงสร้างแรงงานของครัวเรือนเกษตรกรรายย่อยในชนบทไทย เนื่องจากถั่วลิสงเป็นพืชที่ต้องการแรงงานเข้มข้นในช่วงเก็บเกี่ยว (Harvesting Peak) โดยเฉพาะการถอนต้น เคาะดิน และปลิดฝัก หากปลูกแปลงใหญ่เกินกว่า 5 ไร่ขึ้นไปโดยไม่มีเครื่องจักรปลิดฝัก เกษตรกรมักประสบปัญหาแรงงานจ้างไม่เพียงพอจนฝักเน่าคาดินหรือเมล็ดงอกในแปลง

หัวข้อสมมติฐาน รายละเอียดการดำเนินงาน ที่มาและเหตุผลสนับสนุน
ขนาดแปลงเพาะปลูก 3 ไร่ (4,800 ตารางเมตร) สัดส่วนที่ครัวเรือน 2–3 คนบริหารจัดการแรงงานได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานจ้างภายนอกทั้งหมด
สายพันธุ์ที่เลือกใช้ พันธุ์ขอนแก่น 5, ขอนแก่น 6, ขอนแก่น 9 หรือ ไทนาน 9 แนะนำโดยกรมวิชาการเกษตรและ DOAE ฝักดก เมล็ดโต ต้านทานโรคใบจุดและราสนิม เป็นที่ต้องการของตลาดต้มสด
รอบการผลิตต่อปี 2 รอบต่อปี (รอบละ 95–110 วัน รวมพักดินและเตรียมแปลง 12 เดือน) รอบที่ 1: ปลูก พ.ค. เก็บเกี่ยว ส.ค.–ก.ย. (ถั่วฝน)
รอบที่ 2: ปลูก ธ.ค. เก็บเกี่ยว มี.ค.–เม.ย. (ถั่วแล้งหลังนา)
แหล่งน้ำและระบบชลประทาน รอบฝนอาศัยน้ำฝนธรรมชาติ, รอบแล้งใช้น้ำจากสระ/บ่อบาดาลสูบปล่อยเข้าร่องแปลง สอดคล้องกับข้อเสนอแนะ สศก. ที่สนับสนุนการปลูกถั่วลิสงเป็นพืชใช้น้ำน้อยทดแทนข้าวนาปรัง
รูปแบบผลผลิตจำหน่าย ถั่วลิสงทั้งฝักสด (Fresh unshelled pods) ล้างดินสะอาด บรรจุกระสอบ 30 กก. ขายหน้าแปลงให้พ่อค้าคนกลางและกลุ่มแม่บ้านแปรรูปถั่วต้ม ลดต้นทุนค่าลานตากและความเสี่ยงเชื้อรา

2. โครงสร้างต้นทุนการผลิตต่อไร่: รุ่นที่ 1 (ถั่วฝน) เทียบ รุ่นที่ 2 (ถั่วแล้ง)

จากผลการวิจัยเชิงลึกของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่สัมภาษณ์เกษตรกรตัวอย่าง 195 รายใน 8 จังหวัด (แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, อุตรดิตถ์, ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, ศรีสะเกษ, สกลนคร) พบว่าต้นทุนการผลิตของถั่วลิสงรุ่นที่ 2 (ถั่วแล้ง) สูงกว่ารุ่นที่ 1 (ถั่วฝน) อยู่ที่ 1,419.92 บาทต่อไร่ โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการให้น้ำ ค่าเชื้อเพลิงเครื่องสูบน้ำ และค่าแรงงานในการดูแลรักษาร่องน้ำ

หมวดหมู่ต้นทุนการผลิต รุ่นที่ 1: ถั่วฝน (บาท/ไร่) รุ่นที่ 2: ถั่วแล้ง (บาท/ไร่) คำอธิบายรายการและรายละเอียดกิจกรรม
1. ต้นทุนค่าแรงงาน (Labor Cost) 6,996.81 (54.36%) 7,670.06 (53.67%) คิดรวมค่าแรงครอบครัวและแรงงานจ้าง: ค่าจ้างรถไถเตรียมดิน (ไถดะ-ไถพรวน-ยกร่อง 1,200 บาท), แรงงานหยอดเมล็ด, กำจัดวัชพืช/พูนโคน, ให้น้ำ, ถอนต้น และปลิดฝักสด
– ค่าเตรียมดินและยกร่องแปลง 1,200.00 1,200.00 จ้างรถไถดะตากดิน 1 สัปดาห์ ไถพรวนตีดินให้ร่วนซุย และยกร่องระยะห่าง 50-60 ซม. เพื่อการระบายน้ำ
– ค่าแรงหยอดเมล็ดและคลุมดิน 650.00 650.00 หยอดหลุมละ 2–3 เมล็ด ระยะห่างระหว่างหลุม 20 ซม. ใช้อัตราแรงงาน 1.5–2 แรง/ไร่
– ค่าแรงดูแลรักษา กำจัดวัชพืช และให้น้ำ 1,146.81 1,820.06 รุ่นแล้งต้องเดินสายส่งน้ำ ปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงทุก 7–10 วัน ค่าแรงให้น้ำจึงสูงกว่ารุ่นฝน 673.25 บาท/ไร่
– ค่าแรงเก็บเกี่ยว ถอนต้น และปลิดฝักสด 4,000.00 4,000.00 ขั้นตอนที่กินแรงงานสูงสุด ใช้แรงงานถอน เคาะดิน และนั่งปลิดฝักออกจากต้น (เฉลี่ยค่าจ้างปลิดฝัก 6-7 บาท/กก.)
2. ต้นทุนค่าวัสดุและปัจจัยการผลิต (Material Cost) 5,874.43 (45.64%) 6,621.10 (46.33%) รวมค่าเมล็ดพันธุ์, ปุ๋ย, เชื้อไรโซเบียม, ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำ, สารชีวภัณฑ์ และค่าเสื่อม/ค่าเช่าที่ดิน
– เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงคัดเกรด (15–20 กก./ไร่) 1,200.00 1,200.00 เมล็ดพันธุ์แท้กะเทาะเปลือก อัตรา 15 กก./ไร่ ราคากิโลกรัมละ 80 บาท หรือฝักแห้ง 20 กก. ๆ ละ 60 บาท
– เชื้อไรโซเบียมคลุกเมล็ดและปุ๋ยอินทรีย์รองพื้น 1,250.00 1,250.00 เชื้อไรโซเบียมเฉพาะสายพันธุ์ถั่วลิสง (DOA) 50 บาท + ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก 600 กก. ปรับสภาพดิน 1,200 บาท
– ปุ๋ยเคมี (สูตร 12-24-12 หรือ 16-16-8) 750.00 750.00 ใช้อัตรา 25-30 กก./ไร่ เน้นธาตุฟอสฟอรัสช่วยพัฒนาระบบรากและการลงเข็ม (Peg) สร้างฝักใต้ดิน
– ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำ / ค่ากระแสไฟฟ้า 400.00 1,100.00 รุ่นฝนใช้น้ำมันสูบน้ำระบายน้ำขังช่วงฝนตกหนัก; รุ่นแล้งต้องสูบน้ำเข้าร่องแปลง 5–6 ครั้งตลอดฤดูปลูก
– สารชีวภัณฑ์ สารป้องกันเชื้อรา และธาตุอาหารรอง (ยิปซัม/แคลเซียม) 850.00 850.00 ใส่ปูนขาว/ยิปซัมเพิ่มแคลเซียมให้ฝักเต็มไม่ลีบ และไตรโคเดอร์มาป้องกันโรคโคนเน่าขาว (Sclerotium)
– ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ บรรจุภัณฑ์กระสอบ และค่าเช่าที่ดินประเมิน 1,424.43 1,471.10 ค่าเสื่อมเครื่องสูบน้ำ/อุปกรณ์ 691.67 บาท + ค่ากระสอบบรรจุ 250 บาท + ค่าเช่าที่ดินประเมินตามฤดูกาล
รวมต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Total Cost / ไร่) 12,871.24 14,291.16 ข้อมูลจริงจากรายงานวิจัย สศก. ปีเพาะปลูก 2565/66

3. ผลผลิตที่ขายได้จริง รายได้ และกำไรเปรียบเทียบ 2 ฤดูกาล

ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นอย่างน่าสนใจว่า แม้ถั่วลิสงรุ่นแล้งจะมีต้นทุนต่อไร่สูงกว่า แต่กลับให้ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงกว่า (630.37 กก. vs 559.77 กก.) และได้รับ ราคาจำหน่ายเฉลี่ยสูงกว่า (26.41 บาท/กก. vs 25.28 บาท/กก.) เนื่องจากในฤดูแล้ง เกษตรกรสามารถควบคุมปริมาณน้ำในร่องแปลงได้แม่นยำ แสงแดดส่องสว่างเต็มที่ ทำให้การสังเคราะห์แสงสมบูรณ์ ฝักถั่วไม่อมน้ำ เปลือกสะอาด ไม่มีคราบดินเปียกเกาะแน่น และอัตราการเกิดโรคราโคนเน่าน้อยกว่ารุ่นฝน

ตัวชี้วัดทางการเงินและผลผลิต รุ่นที่ 1: ถั่วฝน (ต่อไร่) รุ่นที่ 2: ถั่วแล้ง (ต่อไร่) รวมแปลง 3 ไร่ (2 รอบ/ปี)
ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย (กก./ไร่) 559.77 630.37 3,570.42 กก./ปี
ราคาขายเฉลี่ยที่เกษตรกรได้รับ (บาท/กก.) 25.28 26.41 เฉลี่ย 25.88 บาท/กก.
ยอดขายผลผลิตรวม (Revenue: บาท) 14,150.99 16,648.07 92,397.18
ต้นทุนรวมทั้งหมดตามบัญชี (Total Cost: บาท) 12,871.24 14,291.16 81,487.20
กำไรสุทธิทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Profit: บาท) 1,279.75 2,356.91 10,909.98
– กำไรเฉลี่ยต่อกิโลกรัมผลผลิต (บาท/กก.) 2.29 บาท/กก. 3.74 บาท/กก. เฉลี่ย 3.06 บาท/กก.
กระแสเงินสดครัวเรือนคงเหลือจริง (Cash Income: บาท) 8,276.56 10,026.97 41,710.44

หมายเหตุการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์:

4. การวิเคราะห์ความอ่อนไหว: กรณีราคาต่ำ กรณีฐาน และกรณีราคาสูง

ราคาผลผลิตถั่วลิสงมีความผันผวนตามฤดูกาลและคุณภาพของฝักสด ในช่วงที่ฝนตกชุกต่อเนื่อง ผลผลิตอาจมีความชื้นสูงและมีคราบดินเปียก ส่งผลให้พ่อค้าคนกลางหักลดราคา ขณะที่ในช่วงเทศกาลกินเจหรือช่วงฤดูแล้งที่คุณภาพฝักสะอาด ราคาอาจขยับสูงขึ้นถึง 30–32 บาทต่อกิโลกรัม

สถานการณ์จำลอง (Scenarios) ราคาขายฝักสด (บาท/กก.) ยอดขายรวมต่อไร่ (บาท) กำไรทางเศรษฐศาสตร์/ไร่ (บาท) กำไรเศรษฐศาสตร์รวม 3 ไร่ (บาท) สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขตลาด
กรณีราคาต่ำ (Low Scenario)
– รุ่นฝน
– รุ่นแล้ง
21.00
22.00
11,755.17
13,868.14
-1,116.07
-423.02
-3,348.21
-1,269.06
(รวมปี: -4,617.27)
เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดชั่วคราว ฝักติดดินชื้น เมล็ดลีบ หรือโดนพ่อค้าคนกลางกดราคา หากจ้างแรงงานภายนอก 100% จะประสบภาวะขาดทุนทางบัญชี
กรณีฐาน (Base Scenario: สศก.)
– รุ่นฝน
– รุ่นแล้ง
25.28
26.41
14,150.99
16,648.07
+1,279.75
+2,356.91
+3,839.25
+7,070.73
(รวมปี: +10,909.98)
ระดับราคาและต้นทุนเฉลี่ยตามผลสำรวจจริงของ สศก. ใน 8 จังหวัด ปีเพาะปลูก 2565/66 เกษตรกรมีกำไรปกติ
กรณีราคาสูง (High Scenario)
– รุ่นฝน
– รุ่นแล้ง
30.00
32.00
16,793.10
20,171.84
+3,921.86
+5,880.68
+11,765.58
+17,642.04
(รวมปี: +29,407.62)
ผลผลิตได้รับรองมาตรฐาน GAP ฝักเต่งสม่ำเสมอ คัดเกรดส่งตรงกลุ่มแม่บ้านต้มถั่วสด ร้านอาหาร หรือตลาดนัดชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่ม

5. การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break-Even Analysis)

การเข้าใจจุดคุ้มทุนช่วยให้เกษตรกรสามารถกำหนดกลยุทธ์การขายและควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดคุ้มทุนสำคัญ 2 ด้านดังนี้:

1) ราคาคุ้มทุนต่อหน่วยผลผลิต (Break-Even Price)

คือราคาขายขั้นต่ำต่อกิโลกรัมที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนรวมทั้งหมดพอดี (กำไรเท่ากับศูนย์):

2) ปริมาณผลผลิตคุ้มทุนต่อไร่ (Break-Even Yield)

คือปริมาณผลผลิตฝักสดขั้นต่ำที่ต้องเก็บเกี่ยวได้ต่อไร่ ณ ระดับราคาขายเฉลี่ย เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนการผลิต:

6. เปรียบเทียบทางเลือก: ขายฝักสดหน้าแปลง vs ตากแห้งขายถั่วเปลือกแห้ง

เกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงมักมีคำถามเสมอว่า “ควรขายฝักสดทันทีหลังเก็บเกี่ยว หรือควรตากแดดเพื่อขายเป็นถั่วเปลือกแห้ง?” ข้อมูลจาก สารสนเทศเศรษฐกิจการเกษตรรายสินค้า ปี 2567 ของ สศก. ให้ข้อเท็จจริงเปรียบเทียบดังนี้:

ประเด็นเปรียบเทียบ ทางเลือกที่ 1: ขายฝักสด (Fresh Pods) ทางเลือกที่ 2: ตากแห้งขายถั่วเปลือกแห้ง (Dry Pods)
ระดับราคาที่ขายได้ 25.00 – 26.50 บาท/กก. 40.00 – 45.45 บาท/กก. (อ้างอิงสถิติ สศก. ปี 2565–2567)
การสูญเสียน้ำหนักจากการตาก ไม่มี (ขายตามน้ำหนักสดหลังล้าง/เคาะดิน) น้ำหนักลดลงประมาณร้อยละ 35–40 (ถั่วสด 1.55–1.60 กก. ได้ถั่วแห้ง 1 กก.)
การแปลงมูลค่าเทียบเคียง ถั่วสด 1,000 กก. ขายได้ 25,500 บาท ถั่วสด 1,000 กก. ตากแห้งเหลือ ~625 กก. ขายได้ 25,000–26,500 บาท
ต้นทุนและภาระงานเพิ่มเติม ไม่มีภาระตากแดด ขายเสร็จรับเงินสดทันทีใน 2–3 วัน ต้องมีลานตาก ปูผ้าพลาสติก เกลี่ยตากแดด 4–5 แดด ต้องคอยเก็บหลบฝน
ความเสี่ยงด้านคุณภาพ ความเสี่ยงต่ำ หากส่งมอบเร็วภายใน 24–48 ชม. ความเสี่ยงสูงมากต่อเชื้อรา Aspergillus flavus ซึ่งสร้างสารพิษอะฟลาทอกซิน หากตากไม่แห้งสนิท
บทสรุปความคุ้มค่า แนะนำสำหรับเกษตรกรรายย่อย 1–3 ไร่ ที่มีตลาดรับซื้อถั่วต้มสด เหมาะสำหรับกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีลานตากมาตรฐาน โรงอบ หรือเก็บไว้ทำพันธุ์รุ่นต่อไป

7. สถานการณ์ตลาด โอกาสนำเข้า 80% และข้อเท็จจริงที่ต้องรู้

หนึ่งในจุดเด่นของถั่วลิสงที่แตกต่างจากพืชไร่อื่นๆ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือมันสำปะหลัง คือ ประเทศไทยมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศอย่างมหาศาล โดยรายงานสถิติของ สศก. ปี 2567 ระบุตัวเลขชัดเจนว่า:

สาเหตุหลักที่พื้นที่ปลูกถั่วลิสงในไทยลดลงต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะปัญหาด้านราคา แต่เป็นเพราะ “ปัญหาขาดแคลนแรงงานคนเก็บเกี่ยว” และความเหนื่อยยากในการปลูก เกษตรกรที่มีอายุสูงขึ้นจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้เครื่องจักรทดแทนได้ง่ายกว่า ดังนั้น เกษตรกรรายย่อยที่มีแรงงานในครอบครัวพร้อม จึงมีโอกาสทางการตลาดสูงมากในการผลิตป้อนตลาดท้องถิ่น

8. รายการตรวจสอบความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน (Checklist)

ก่อนที่เกษตรกรจะเริ่มต้นปลูกถั่วลิสงแปลงขนาด 3 ไร่ ควรประเมินความพร้อมใน 5 ด้านสำคัญดังต่อไปนี้:

  1. การวางแผนแรงงานช่วงเก็บเกี่ยว: ต้องมั่นใจว่ามีแรงงานเพียงพอสำหรับถอนต้นและปลิดฝักในช่วงอายุ 95–105 วัน การปล่อยถั่วไว้ในแปลงนานเกินไปจะทำให้ขั้วฝักขาดติดดินตอนถอน ส่งผลให้สูญเสียผลผลิตกว่าร้อยละ 15–20
  2. การวิเคราะห์ชนิดดินและการเตรียมแปลง: ถั่วลิสงชอบดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี ความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.5–6.5 หากเป็นดินเหนียวจัด ดินจะจับตัวแน่นเมื่อแห้ง ทำให้ถอนฝักยากและฝักหลุดคาดิน
  3. การใช้แคลเซียมและยิปซัม: ธาตุแคลเซียมมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างเปลือกและเมล็ดถั่ว ควรใส่ยิปซัมอัตรา 30–50 กก./ไร่ ในช่วงออกดอกและเริ่มลงเข็ม เพื่อป้องกันปัญหา “ฝักลีบ” หรือ “เมล็ดฝ่อ”
  4. การคลุกเชื้อไรโซเบียม: การใช้เชื้อไรโซเบียมคลุกเมล็ดก่อนปลูกจะช่วยให้ต้นถั่วสร้างปมรากได้อย่างสมบูรณ์ สามารถตรึงไนโตรเจนได้เอง ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยยูเรียลงได้มากกว่าร้อยละ 40–50
  5. การตกลงช่องทางจำหน่ายล่วงหน้า: หากตั้งเป้าขายถั่วฝักสด ต้องติดต่อประสานงานกับพ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มผู้แปรรูปถั่วต้มในพื้นที่ล่วงหน้าอย่างน้อย 2–3 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อกำหนดวันถอนและส่งมอบที่แน่นอน

แหล่งข้อมูลอ้างอิงตรง

Related posts

การป้องกันไรแดง จากมันสำปะหลัง !

admin
8 years ago

เกษตรกรไม่ต้องกังวลใจเรื่องปุ๋ยยูเรียแพงแล้วนะ เพราะเราสามารถใช้แหนแดงแทนปุ๋ยยูเรียได้

Kaset Pro
4 years ago

ลักษณะของข้าวที่สำคัญทางการเกษตร

Kaset Pro
4 years ago
Exit mobile version