Four Farm
พืชไร่

ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 10 ไร่: เจาะลึกต้นทุนต่อไร่ ค่าจ้างรถเกี่ยว ค่าขนส่ง กลไกราคาความชื้น และกำไรจริงต่อปีตามข้อมูลเศรษฐศาสตร์เกษตร

ภาพจำลอง AI แสดงแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์ขนาด 10 ไร่ ในระยะติดฝักสมบูรณ์พร้อมเก็บเกี่ยว ในพื้นที่เขตพืชไร่ของไทย ใช้ประกอบการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนต่อไร่ ค่าเก็บเกี่ยว และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์เกษตร

ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่หลักฐานผลผลิตหรือรายได้จริง

ภาพจำลอง AI แสดงแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์ขนาด 10 ไร่ ในระยะติดฝักสมบูรณ์พร้อมเก็บเกี่ยว ในพื้นที่เขตพืชไร่ของไทย ใช้ประกอบการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนต่อไร่ ค่าเก็บเกี่ยว และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์เกษตร
ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่หลักฐานผลผลิตหรือรายได้จริง

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จัดเป็นหนึ่งในพืชไร่เศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยเป็นวัตถุดิบต้นน้ำหลักในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์เพื่อรองรับการเลี้ยงสุกร สัตว์ปีก และสัตว์น้ำ ทั้งนี้ ในรอบปีการผลิต 2566/67 และต่อเนื่องถึงปีการผลิต 2568/69 มีความผันผวนของราคาปัจจัยการผลิต ทั้งค่าปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องจักร ขณะเดียวกันราคารับซื้อผลผลิตหน้าลานและหน้าโรงงานก็ปรับตัวขึ้นลงตามระดับความชื้นและนโยบายกำกับดูแลของภาครัฐ

บทความนี้จัดทำขึ้นสำหรับเกษตรกร ผู้ถือครองที่ดิน และผู้ที่กำลังประเมินการลงทุนในพืชไร่ โดยนำข้อมูลสถิติต้นทุนและผลตอบแทนที่สำรวจจริงจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), ประกาศเกณฑ์ราคารับซื้อตามระดับความชื้นของ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) มาจัดโครงสร้างเป็นแบบจำลองเชิงพาณิชย์ขนาด 10 ไร่ พร้อมแจกแจงตัวเลขเฉลี่ยต่อ 1 ไร่ เพื่อให้เห็นกระแสเงินสดที่ต้องจ่ายจริง กำไรสุทธิหลังหักค่าเสื่อมและค่าเช่าที่ดิน และจุดคุ้มทุนที่สะท้อนความเป็นจริงโดยไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อ

1. บทสรุปตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์: ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 10 ไร่ ได้เงินเท่าไร?

จากการจำลองกรณีฐาน (Base Case) ภายใต้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว 1 รอบการผลิต (ระยะเวลาเพาะปลูกประมาณ 110–120 วัน) บนพื้นที่ 10 ไร่ ในเขตเกษตรกรรมพืชไร่สำคัญ (เช่น เพชรบูรณ์ นครราชสีมา นครสวรรค์ หรือลพบุรี) โดยเก็บเกี่ยวสดและจำหน่าย ณ ลานพืชไร่ท้องถิ่นที่ระดับความชื้น 28–30% สรุปตัวเลขทางการเงินได้ดังนี้:

ข้อสังเกตสำคัญเชิงโครงสร้าง: ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชไร่ที่ให้กำไรต่อไร่ค่อนข้างบาง (Margin ต่ำ) หากเกษตรกรต้องเช่าที่ดินและทำผลผลิตได้เพียงค่าเฉลี่ยปกติของประเทศ (ราว 700–850 กก./ไร่) จะมีโอกาสขาดทุนทางบัญชีสูงมาก เกษตรกรผู้เช่าที่ดินจึงต้องบริหารจัดการผลผลิตให้ได้ตั้งแต่ 950–1,100 กก./ไร่ขึ้นไป หรือลดต้นทุนปุ๋ยด้วยการใช้ปุ๋ยสั่งตัดจึงจะเหลือกำไรคุ้มค่าเหนื่อย

2. สมมติฐานและกรอบการจำลองแปลง 10 ไร่

เพื่อให้ตัวเลขสามารถนำไปใช้อ้างอิงและตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงกำหนดกรอบสมมติฐานการผลิตตามหลักวิชาการของ กรมวิชาการเกษตร ดังต่อไปนี้:

  1. ขนาดพื้นที่และระบบการปลูก: พื้นที่ปลูกรวม 10 ไร่ อาศัยน้ำฝนเป็นหลักในฤดูฝน (ข้าวโพดรุ่น 1 ปลูกช่วง พฤษภาคม–มิถุนายน เก็บเกี่ยว กันยายน–ตุลาคม) หรือเป็นข้าวโพดหลังนาในเขตชลประทาน (รุ่น 2 ปลูกช่วง พฤศจิกายน–ธันวาคม เก็บเกี่ยว มีนาคม–เมษายน)
  2. พันธุ์ที่ใช้: เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว (Single Cross Hybrid) เช่น NK 6253, Pioneer P4554, CP 888 หรือ แปซิฟิก 999 ซึ่งให้เปอร์เซ็นต์การงอกสูง ลำต้นแข็งแรง ทนทานต่อการหักล้ม และต้านทานโรคราสนิม
  3. วิธีการเก็บเกี่ยว: จ้างเหมารถเกี่ยวนวดข้าวโพด (Combine Harvester) ซึ่งทำหน้าที่ปลิดฝัก ปอกเปลือก และกะเทาะเป็นเมล็ดบรรทุกขึ้นรถขนส่งทันที ช่วยลดการสูญเสียและลดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวให้เสร็จภายในวันเดียว
  4. การจำหน่าย: ขายผลผลิตเป็นเมล็ดสด (Fresh Grain) ส่งตรงเข้าลานพืชไร่หรือสหกรณ์การเกษตรในท้องถิ่นทันที ไม่ผ่านการตากแดดหรืออบแห้ง โดยยอมรับการหักทอนราคาตามเกณฑ์ความชื้น 28–30%

3. เงินลงทุนสินทรัพย์ตั้งต้น (CAPEX) และค่าเสื่อมราคา

สำหรับการทำพืชไร่ขนาด 10 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องซื้อรถแทรกเตอร์หรือรถเกี่ยวนวดเอง เพราะการจ้างเหมาบริการเครื่องจักรกลการเกษตรในชุมชนมีความคุ้มค่ากว่ามาก อย่างไรก็ตาม ยังมีเครื่องมือประจำแปลงที่จำเป็นต้องจัดหาเพื่อใช้ในการดูแลรักษาและควบคุมคุณภาพผลผลิต ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1: รายการเงินลงทุนเครื่องมือและอุปกรณ์ประจำแปลง (10 ไร่)

รายการอุปกรณ์ มูลค่าซื้อ (บาท) อายุใช้งาน (ปี) มูลค่าซาก (บาท) ค่าเสื่อมรายปี (บาท/ปี) หมายเหตุการใช้งาน
1. เครื่องตัดหญ้าสะพายบ่า 4 จังหวะ 7,500.00 5 500.00 1,400.00 ตัดหญ้าหัวคัน คันคูรอบแปลง และกำจัดวัชพืชก่อนไถ
2. เครื่องพ่นยาสะพายหลังเบนซิน (25 ลิตร) 4,500.00 4 300.00 1,050.00 พ่นสารคุมหญ้าก่อนงอก และพ่นสารกำจัดหนอนกระทู้ลายจุด
3. เครื่องวัดความชื้นเมล็ดพืชแบบพกพา 4,000.00 5 200.00 760.00 วัดความชื้นจริงก่อนนัดรถเกี่ยว เพื่อป้องกันการโดนตัดราคาเกินจริง
4. เครื่องมือเกษตรพื้นฐานประจำแปลง 2,000.00 2 0.00 1,000.00 จอบ มีดดายหญ้า ถังหว่านปุ๋ย และอุปกรณ์ตรวจแปลง
รวมเงินลงทุนตั้งต้น (CAPEX) 18,000.00 – 1,000.00 4,210.00 คิดเป็นค่าเสื่อม 421.00 บาท/ไร่/ปี

4. โครงสร้างต้นทุนดำเนินงานเงินสดต่อรอบ (OPEX)

ต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะถูกจัดสรรออกเป็น 5 กิจกรรมหลัก ตั้งแต่การเตรียมดิน ปลูก ปุ๋ย สารอารักขาพืช ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและขนส่งเข้าสู่ลานพืชไร่ โดยอิงอัตราค่าจ้างและราคาปัจจัยการผลิตเฉลี่ยของ สศก. ประจำปี 2566–2568

ตารางที่ 2: โครงสร้างต้นทุนดำเนินงานต่อไร่ และแปลงรวม 10 ไร่ (บาท)

หมวดรายการต้นทุน อัตราการใช้ / รายการย่อย ต้นทุนต่อไร่ (บาท) ต้นทุนรวม 10 ไร่ (บาท) สัดส่วน (%)
1. ค่าเตรียมดิน ค่าไถดะ (ผาน 3 บุกเบิกหน้าดิน) 350.00 3,500.00 16.26%
ค่าไถแปร / ไถพรวน (ผาน 7 ตีดินย่อย) 300.00 3,000.00
ค่ายกร่องระบายน้ำ / ชักร่องปลูก 200.00 2,000.00
รวมหมวดค่าเตรียมดิน 850.00 8,500.00 16.26%
2. ค่าเมล็ดพันธุ์และการปลูก เมล็ดพันธุ์ลูกผสม 3.2 กก./ไร่ (@ 210 บาท/กก.) 672.00 6,720.00 18.59%
ค่าจ้างรถไถติดเครื่องหยอดเมล็ดและปุ๋ยรองพื้น 300.00 3,000.00
รวมหมวดค่าเมล็ดพันธุ์และการปลูก 972.00 9,720.00 18.59%
3. ค่าปุ๋ยเคมีและการบำรุง ปุ๋ยรองพื้นสูตร 16-20-0 หรือ 15-15-15 (25 กก./ไร่) 550.00 5,500.00 25.82%
ปุ๋ยแต่งหน้า 46-0-0 ยูเรีย อายุ 20–25 วัน (25 กก./ไร่) 450.00 4,500.00
ปุ๋ยบำรุงฝักสูตร 13-13-21 หรือฮอร์โมนทางใบ 350.00 3,500.00
รวมหมวดค่าปุ๋ยเคมี 1,350.00 13,500.00 25.82%
4. ค่าสารเคมีและค่าแรงดูแล สารคุม-ฆ่าวัชพืชก่อนงอก (อะทราซีน+โทพรามีโซน) 320.00 3,200.00 22.38%
สารกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (อีมาเมกติน) 350.00 3,500.00
ค่าแรงจ้างฉีดพ่นสาร (2–3 ครั้ง) 350.00 3,500.00
ค่าแรงหว่าน/หยอดปุ๋ยแต่งหน้า 150.00 1,500.00
รวมหมวดค่าสารเคมีและแรงงานดูแล 1,170.00 11,700.00 22.38%
5. ค่าเก็บเกี่ยวและขนส่ง ค่าจ้างรถเกี่ยวนวดข้าวโพด (Combine Harvester) 700.00 7,000.00 16.96%
ค่ารถบรรทุกขนเมล็ดเข้าลานรับซื้อ (@ 220 บาท/ตัน) 187.00 1,870.00
รวมหมวดเก็บเกี่ยวและโลจิสติกส์ 887.00 8,870.00 16.96%
รวมต้นทุนดำเนินงานเงินสดทั้งหมด (Cash OPEX) 5,229.00 52,290.00 100.00%

5. กลไกราคาและการคิดเงินตามระดับความชื้น (Moisture Mechanics)

จุดที่สร้างความแตกต่างระหว่างกำไรและขาดทุนในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คือ เกณฑ์การวัดความชื้นและสิ่งเจือปน ของผู้รับซื้อ โดย กรมการค้าภายใน กำหนดโครงสร้างราคารับซื้ออ้างอิงไว้ 2 มาตรฐานหลัก:

สาเหตุที่เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกขายสดความชื้น 28–30% แม้จะได้ราคาต่อกิโลกรัมต่ำกว่า เนื่องจาก:

  1. ลดความเสี่ยงจากฝนและความชื้นสะสม: หากนำข้าวโพดมากองตากแดดแล้วเจอฝนหลงฤดู เมล็ดจะขึ้นราและเกิดสารพิษ อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งทำให้โรงงานปฏิเสธการรับซื้อทันที
  2. ประหยัดค่าแรงตากและค่าขนส่งซ้ำซ้อน: การตากข้าวโพด 10 ไร่ (น้ำหนักสดกว่า 8.5 ตัน) ต้องใช้ลานตากขนาดใหญ่และค่าแรงคนเกลี่ยข้าวโพดวันละหลายร้อยบาท
  3. ได้รับเงินสดทันที: ลานรับซื้อจะชั่งน้ำหนัก วัดความชื้นด้วยเครื่องมือมาตรฐาน และจ่ายเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีภายในวันที่ส่งมอบ

ตารางที่ 3: ประมาณการผลผลิตและรายได้จำหน่ายสดกรณีฐาน (10 ไร่)

รายการคำนวณ เกณฑ์คำนวณ ตัวเลขต่อไร่ แปลงรวม 10 ไร่
ผลผลิตสดรวมก่อนตัดแต่ง (Gross Yield) ผลผลิตเฉลี่ยแปลงเกษตรกรทั่วไป (ความชื้น ~28.5%) 850.00 กก. 8,500.00 กก. (8.5 ตัน)
หักสิ่งเจือปนและเศษซัง (2.0%) เศษฝุ่น เปลือกหุ้ม และเมล็ดลีบจากรถเกี่ยว -17.00 กก. -170.00 กก.
ผลผลิตสุทธิที่ใช้คิดเงิน (Net Billable Yield) ผลผลิตสดสุทธิหลังหักสิ่งเจือปน 833.00 กก. 8,330.00 กก.
ราคาจำหน่ายสดหน้าลานพืชไร่ (บาท/กก.) อิงเกณฑ์กระทรวงพาณิชย์ (ความชื้น 28–30%) 7.10 บาท 7.10 บาท
รายได้รวมจากการจำหน่าย (Gross Revenue) ผลผลิตสุทธิ × ราคาจำหน่าย (8,330 กก. × 7.10 บาท) 5,914.30 บาท 59,143.00 บาท

6. สรุปงบกำไร-ขาดทุน และกระแสเงินสด

ในการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์เกษตร จำเป็นต้องแยก กระแสเงินสดจริง (Cash Flow) ออกจาก ต้นทุนทางบัญชี (Accounting Cost) ที่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าเช่าที่ดิน เพื่อให้เห็นสถานะทางการเงินที่แท้จริง

ตารางที่ 4: การเปรียบเทียบกำไรเงินสดและกำไรทางบัญชี (1 รอบการผลิต 10 ไร่)

หมวดรายการ กระแสเงินสดจริง (Cash Flow) ทางบัญชี: ที่ดินตนเอง ทางบัญชี: เช่าที่ดิน
รายได้รวมจากการขายผลผลิต 59,143.00 บาท 59,143.00 บาท 59,143.00 บาท
หัก: ต้นทุนดำเนินงานเงินสด (Cash OPEX) -52,290.00 บาท -52,290.00 บาท -52,290.00 บาท
กำไรเงินสดส่วนต่าง (Cash Margin) +6,853.00 บาท – –
หัก: ค่าเสื่อมราคาเครื่องมือ (Capex Depr.) – -4,210.00 บาท -4,210.00 บาท
หัก: ค่าเช่าที่ดิน (1,000 บาท/ไร่) – 0.00 บาท -10,000.00 บาท
กำไรสุทธิสุทธิ (Net Profit / Loss) +6,853.00 บาท +2,643.00 บาท -7,357.00 บาท
กำไรสุทธิต่อไร่ +685.30 บาท/ไร่ +264.30 บาท/ไร่ -735.70 บาท/ไร่

หมายเหตุ: ในกรณีที่เกษตรกรมีแหล่งน้ำเพียงพอและสามารถปลูกได้ 2 รอบต่อปี (รอบฤดูฝนและรอบข้าวโพดหลังนา) ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์จะถูกเฉลี่ยหาร 2 รอบ ทำให้กำไรสุทธิของแปลงที่ดินตนเองขยับขึ้นเป็นประมาณ 4,748 บาท/ปี หรือประมาณ 475 บาท/ไร่/ปี

7. การวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยง (Scenario Analysis)

เนื่องจากผลผลิตและราคาข้าวโพดขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และจังหวะเวลาขาย จึงได้จัดทำแบบจำลองความอ่อนไหว 4 สถานการณ์ เพื่อให้เห็นภาพผลตอบแทนในสภาวะที่แตกต่างกัน

ตารางที่ 5: การวิเคราะห์ 4 สถานการณ์ของแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 10 ไร่

สถานการณ์ ผลผลิตสด (กก./ไร่) ราคาขาย (บาท/กก.) รายได้รวม (บาท) ต้นทุนเงินสด (บาท) กำไรเงินสด (บาท) กำไรบัญชี: เช่าที่ดิน
1. กรณีต่ำ (ฝนแล้ง/หนอนระบาด)
ผลผลิตสด 680 กก./ไร่ หักเจือปน 3% ขายสดชื้น 32–35%
680.00 6.20 40,895.20 51,916.00 -11,020.80 -25,230.80
2. กรณีฐาน (สภาวะปกติทั่วไป)
ผลผลิตสด 850 กก./ไร่ หักเจือปน 2% ขายสดชื้น 28–30%
850.00 7.10 59,143.00 52,290.00 +6,853.00 -7,357.00
3. กรณีสูง (แปลงดินดี จัดการแม่นยำ)
ผลผลิตสด 1,100 กก./ไร่ หักเจือปน 1.5% เมล็ดแน่น ชื้น 26%
1,100.00 7.70 83,429.50 54,340.00 +29,089.50 +14,879.50
4. กรณีอบแห้ง 14.5% ส่งตรงโรงงาน
แปลง 10 ไร่ ตากแห้งเหลือ 7,000 กก. หักค่าอบ/ขนส่งไกล 6,500 บาท
700 (แห้ง) 10.20 71,400.00 56,920.00 +14,480.00 +270.00

8. การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break-Even Analysis)

การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนช่วยตอบคำถามว่า “ต้องขายได้ราคากี่บาทต่อกิโลกรัม” หรือ “ต้องทำผลผลิตให้ได้กี่กิโลกรัมต่อไร่” จึงจะไม่ขาดทุน

1) ราคาขายคุ้มทุน (Break-Even Price per Kilogram)

ณ ปริมาณผลผลิตสุทธิกรณีฐานของแปลง 10 ไร่ ที่ 8,330 กิโลกรัม:

2) ผลผลิตคุ้มทุนต่อไร่ (Break-Even Yield per Rai)

ณ ราคาขายสดหน้าลานกรณีฐาน 7.10 บาทต่อกิโลกรัม:

9. ความเสี่ยงสำคัญและการบริหารจัดการก่อนลงทุน

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์มีความเสี่ยงหลัก 4 ด้านที่ผู้ปลูกต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ:

  1. การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall Armyworm – FAW):
    หนอนชนิดนี้สามารถกัดกินยอดอ่อนและเจาะเข้าทำลายฝักข้าวโพดตั้งแต่ระยะ 7 วันหลังงอกจนถึงช่วงออกไหม เกษตรกรต้องเดินตรวจแปลงทุก 3–5 วัน หากพบกลุ่มไข่หรือรอยทำลายเกิน 10% ของต้น ต้องฉีดพ่นสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ เช่น อีมาเมกตินเบนโซเอต (Emamectin benzoate), คลอแรนทรานิลิโพรล (Chlorantraniliprole) หรือ สไปนีโทแรม (Spinetoram) โดยหมุนเวียนกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์เพื่อป้องกันหนอนดื้อยาตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
  2. ความเสี่ยงภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง:
    ช่วงวิกฤตที่สุดของข้าวโพดคือ ระยะออกดอกตัวผู้ ออกไหม และผสมเกสร (อายุประมาณ 50–65 วัน) หากขาดน้ำในช่วงนี้ ละอองเกสรจะฝ่อ การติดเมล็ดจะไม่สมบูรณ์ เกิดอาการ “ฟันหลอ” ทำให้ผลผลิตลดลงเกิน 40–60% เกษตรกรควรวางแผนวันปลูกให้สอดคล้องกับสถิติฝน หรือเตรียมระบบน้ำหยด/สปริงเกลอร์เสริมในแปลง
  3. มาตรการสิ่งแวดล้อมและการห้ามเผาตอซัง (Zero Burn):
    ปัจจุบันภาครัฐและโรงงานอาหารสัตว์ชั้นนำบังคับใช้มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยไม่รับซื้อข้าวโพดจากแปลงที่มีการเผาตอซังเพื่อลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 เกษตรกรจึงต้องปรับวิธีการมาใช้รถเกี่ยวนวดที่สับกระจายซังลงแปลง แล้วทำการไถกลบตอซังร่วมกับสารย่อยสลายเพื่อเป็นปุ๋ยอินทรีย์ปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งช่วยลดค่าปุ๋ยเคมีในรอบถัดไปได้ 15–20%
  4. การบริหารจัดการสัญญาและการตรวจสอบเครื่องวัดความชื้น:
    ควรสอบถามราคาและเกณฑ์การหักลดน้ำหนักความชื้นจากลานพืชไร่และสหกรณ์อย่างน้อย 2–3 แห่งก่อนนัดรถเกี่ยว และควรมีเครื่องวัดความชื้นแบบพกพาตรวจสอบเมล็ดในแปลงก่อนว่าแห้งลงมาแตะระดับ 28–30% แล้วหรือไม่ เพื่อไม่ให้โดนหักราคาเป็นข้าวโพดความชื้นสูงเกิน 32%

10. แหล่งข้อมูลอ้างอิงและตรวจสอบย้อนกลับ

Related posts

เทคนิคการปลูกองุ่น ให้ได้ผลผลิตดี

Kaset Pro
4 years ago

4 สายพันธุ์องุ่นที่น่าปลูกในประเทศไทย

Kaset Pro
4 years ago

ถั่วดาวอินคา พืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

admin
8 years ago
Exit mobile version